Don't play God, please!
Tuesday, February 11, 2003
เมื่อเร็วๆนี้ มีการพูดกันมากถึงนโยบายการปราบปรามพ่อค้ายาเสพติดของรัฐบาล
ที่อาจจะนำมาซึ่งการวิสามัญผู้บริสุทธิ์ หลายคนต่างถกเถียง แสดงความเห็น
ให้ทรรศนะว่าเป็นการสมควรหรือเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นหรือไม่ ซึ่งก็ถือ
ได้ว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ และยังเป็นการตรวจสอบ
การใช้อำนาจของรัฐอีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ดี ในการกระทำใดๆก็ตาม มีหลาย
ครั้งที่เราไม่สามารถจะตัดสินหรือบอกลงไปว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดีโดยการ
พิจารณาจากการกระทำนั้นๆ แต่อย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นและสำคัญ
กว่าแต่มักจะถูกละเลยไปคือ การยกประเด็นของตัวปัญหาต้นตอแล้วนำมาวิเคราะห์
เพื่อให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำเราไปสู่ข้อสรุปที่เป็นจริงและน่าเชื่อถือได้
สำหรับปัญหายาเสพติดในประเทศไทยนั้น ผู้เขียนคิดว่า ตัวปัญหาที่เกิดขึ้นมี 3 ประการ
ดังต่อไปนี้
ประการแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจ
การปราบปรามในอดีตที่ไม่ได้ผล การล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการจับกุม การไม่
สามารถขจัดยาเสพติดให้สิ้นซากหรือแค่เพียงบรรเทาให้เบาบางลงได้นั้น ล้วนมา
จากการมีตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ไร้ความสามารถ ขาดประสิทธิภาพ หรือ
ที่เลวไปกว่านั้นก็คือเป็นผู้กระทำการทุจริตเสียเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว คงไม่ต้อง
พูดถึงเรื่องการขจัด กำจัดหรือแม้แต่ป้องกันและปราบปรามว่าจะเป็นไปได้มากน้อย
แค่ไหนอย่างไร
ประการที่สอง การไม่เท่าทันของกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมรวมถึงอุปกรณ์
เครื่องไม้เครื่องมือที่ไม่เพียงพอหรือล้าสมัย
การมีกฎ ระเบียบต่างๆหรือรายละเอียดปลีกย่อยในกระบวนการปฏิบัติงานที่ไม่เหมาะสม
รวมถึงการขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยในการสืบ ติดตาม จับกุม
ผู้กระทำความผิด ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการนำมาใช้จริงในทางปฏิบัติ เช่น ในอดีต
การตรวจค้น จับกุมไม่สามารถกระทำได้ทันที หากปราศจากหมายตรวจหรือหมายจับ
จากศาล เช่นนี้แล้วผู้ร้ายก็สามารถหนีรอดได้ทุกครั้งไป รวมถึงการไม่เด็ดขาดรุนแรงใน
การลงโทษ ที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวและเห็นผลร้ายที่จะตามมา
ในทางตรงข้ามหลายคนมองว่า ทำแล้วรวย หาเงินง่าย รายได้ดี
ประการสุดท้าย การขาดความสม่ำเสมอ มุ่งมั่น จริงจัง ขาดการต่อเนื่องของการ
วางแผนและปฏิบัติงานในระยะยาว
ปัญหาข้อนี้ อันที่จริงเป็นปัญหาที่มีอยู่ได้ทั่วไปในทุกกิจกรรม ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือน
จะเป็นเพียงแค่การรณรงค์ต่อต้านเช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานการกุศล เดิน วิ่ง
การโฆษณากล่าวโทษของยาเสพติด ซึ่งเหมือนจะเป็นพียงแค่ลมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เมื่อมีการรณรงค์อีกก็จะเกิดความคึกคักสักระยะหนึ่งแล้วก็จะจืดจางหายไป
นโยบายการประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด การแสดงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลถือ
ได้ว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการดึงดูดความสนใจและการได้รับความชื่นชมจาก
ประชาชนมากพอสมควร ความนิยมชมชอบที่มีอยู่ในนโยบายนี้ กอปรกับความเกลียดชัง
ในตัวผู้ค้าหรือผู้กระทำความผิด บางครั้งมีมากเสียจนทำให้เราลืมนึก มิได้แยกแยะ พิจารณา
ข้อเท็จจริงและตัดสินปัญหาอย่างยุติธรรม ถูกต้องและเหมาะสม สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องน่ากลัว
แต่กลับถูกบิดเบือนจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปคือ การที่เราตั้งตนเองเป็นผู้พิพากษาชีวิต
คนอื่น แม้ว่าคนๆหนึ่งสมควรตายอย่างมากที่สุดเพียงใด การตัดสินควรเป็นไปตามข้อตกลง
ร่วมกันที่มีอยู่ เช่นกฎหมายหรืออยู่บนรากฐานของศีลธรรม มโนธรรมที่จะพึงมีในแต่ละสังคม
(ทั้งนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วเป็นการชักช้าไม่ทันการ หากจะพูดกันอย่างนี้แล้วมัน
ก็จะเป็นคนละเรื่องมิใช่หรือ? คือต้องไปปรับปรุงแก้ไข กฎหมายทำให้เหมาะสมหรือมิฉะนั้นก็
ยกเลิกไปเสีย) การวิสามัญที่เกิดขึ้นและเป็นข่าวกันอยู่นี้ มิได้ถูกใช้ในฐานะที่เป็นทางเลือก
สุดท้ายที่จำเป็น หรือการป้องกันตัวและหลีกเลี่ยงมิได้ แต่ในทางตรงข้ามโดยสิ้นเชิงมันกลับ
ถูกนำมาเป็นตัวเลือกอันดับแรก หรือใช้เป็นข้ออ้างใดๆก็ตามเพราะถือว่าง่ายสุด จบชีวิตคือ
จบคดี สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว ไร้ความสามารถของตำรวจไทยและ
องค์กรที่รับผิดชอบ คงจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่ารัฐบาลใช้ วิสามัญ เป็น double meaning
เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องของ คนฆ่าคน โดยที่คนๆหนึ่งอยู่ในสถานะ
นักล่าหรือผู้ฆ่า และอีกคนอยู่ในฐานะ เหยื่อที่จะถูกตามล่า ได้อย่างชอบธรรม หากเปรียบ
เป็นเกมกีฬาแล้ว พวกที่เห็นด้วยกับการวิสามัญเช่นนี้ก็จะเป็นผู้สนับสนุนทีม นักล่าหรือผู้ฆ่า
ที่สำคัญ ผู้ฆ่า นี้ดูเหมือนจะไม่มีความผิดเพราะได้ทำไปตามหน้าที่> สุดท้าย กฎหมาย
ก็ได้ถูกลบเลือนไปในชั่วพริบตา ซึ่งก็แน่นอนหากเป็นเพียงมนุษย์ ธรรมดาคงจะทำไม่ได้
ยกเว้นแต่ท่านเป็น เทวดา
Posted at 10:01 pm by
TurtleBlog